2/04/2552
ความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้
ความเสี่ยง
ความเสี่ยง คือการที่ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนจริงเบี่ยงแบนไปจากผลตอบแทนที่คาดหวังเมื่อเริ่มลงทุน ไม่ว่าจะมากขึ้นหรือลดลงก็ถือเป็นความเสี่ยงด้วยกันทั้งสิ้น ความเสี่ยงในการลงทุนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆได้แก่
1.ความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารทุน แบ่งย่อยได้ 3 ประเภทได้แก่
1.1Company Risk หรือ Credit Risk คือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในบริษัทนั้นๆ อาจเกิดได้ทั้งจากสาเหตุภายในแล้ะสาเหตุภายนอก ซึ่งผู้ลงทุนไม่สามารถรู้ได้ เช่น
-การเปลี่ยนแปลงคณะบริหาร
-ความผิดพลาดในการบริหาร
-การแข่งขันของคู่แข่ง
-ความนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
-ภัยพิบัติ
-การถูกฟ้องดำเนินคดี หรือ ล้มละลาย
1.2 Sector Risk หรือ Industry Risk คือ ความเสี่ยงของอุตสาหกรรมนั้นๆเอง เช่น อุตสาหกรรมที่ผลิต หรือให้บริการเฉพาะไม่กี่ประเภท เช่นบริษัทสายการบิน เหมืองแร่ บริษัทคอมพิวเตอร์และSoftware ซึ่งธุรกิจประเภทนี้สามารถพุ่งสูงขึ้นหรือ ตกต่ำได้ในชั่วพริบตาหากมีเหตุการไม่คาดฝันเกิดขึ้น
1.3Market Risk คือความเสี่ยงที่เกิดจากสถาณการการลงทุนตลาดหุ้นเกิดเปลี่ยนแปลง มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งจากตัวนักลงทุนเองหรือจากความเป็นไปในตลาดหุ้นหรือจากสภาวะภายนอกเช่นการเมือง สภาพเศรษฐกิจ ก็มีส่วนเช่นกัน
2.ความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้
โดยทั่วไปแล้ว การลงทุนในตราสารหนี้จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในตราสารทุน แต่ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐ หากนโยบายของภาครัฐไม่แน่นอนก็อาจจะทำให้ความผันผวนและความเสี่ยงในตลาดตราสารหนี้สูงกว่าตลาดทุนก็เป็นไปไดความเสี่ยงของตราสารหนี้มีอยู่ 10 ประเภทด้วยกัน
2.1Interest Rate Risk หรือ Market Risk เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากอัตตราดอกเบี้ยในตลาดเงินผันผวน เช่น เมื่อดอกเบี้ยในตลาดเงินสูงขึ้น หรือ มีท่าทีว่าจะสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ตราสารหนี้ที่ออกมาก่อนหน้า และมีการซื้อขายในตลาดรอง ก็จะมีราคาลดลงเพื่อดึงให้อัตราผลตอบแทน(Yield)ขยับสูงขึ้นไปอยู่ในระดับที่เทียบเคียงกันกับอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันฉะนั้น ยิ่งตราสารหนี้ที่มีอายุยาวเพียงใด หรือมีอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้ (coupon rate) ต่ำเพียงใด ตราสารหนี้นั้นก็จะมีความเสี่ยงต่ออัตราดอกเบี้ยที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตมากขึ้นเท่านั้น
2.2Credit Risk หรือ Default Risk ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถจ่ายชำระดอกเบี้ย หรือ ชำระคืนเงินต้นได้เต็มตามจำนวนเงินหรือ ตามเวลาที่กำหนดไว้ในบรรดาตราสารหนี้ทั้งหมดของภาครัฐและภาคเอกชน ตั๋วเงินคลังของรัฐบาล จะไม่มี credit risk เลย ในขณะที่ ตั๋วเงิน หรือ หุ้นกู้ หรือตราสารหนี้ประเภทอื่น ๆ ที่ออกโดยภาคเอกชน จะมี credit risk มากบ้าง น้อยบ้างในระดับที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจ่ายชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยของผู้ออกตราสารหนี้นั้นๆ
2.3Purchasing Power Risk หรือ Inflation Risk ความเสี่ยงต่อการมีอำนาจซื้อที่ลดลงในอนาคตภาวะเงินเฟ้อมีอิทธิพลต่ออำนาจซื้อของผู้ลงทุน ในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่คู่กันไปกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจผู้ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาวเกินกว่า 10 ปี จึงมีความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อและอำนาจซื้อที่ลดลงในอนาคต เพราะดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาว จะมีจำนวนเงินที่ได้รับในแต่ละงวดเท่าเดิมตลอดอายุของตราสารหนี้นั้น ในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อทำให้ราคาสิ่งของแพงขึ้น
2.4Reinvestment Risk ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการที่ ผู้ลงทุนนำเอาดอกเบี้ยรายงวดที่ได้รับจากตราสารหนี้ ไปลงทุนต่อในตราสารที่ให้อัตราผลตอบแทนที่ลดลงจากเดิม ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินลดต่ำลง ถึงแม้ว่าตราสารหนี้ที่ลงทุนไว้ จะมีอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้คงที่ก็ตาม แต่กระแสเงินสดที่ผู้ลงทุนได้รับจากดอกเบี้ยเป็นงวด ๆ จะถูกนำไปลงทุนใหม่อีกครั้งในตราสารอื่นที่มีอัตราดอกเบี้ยลดต่ำลง กล่าวง่าย ๆ ก็คือ อัตราดอกเบี้ยบนดอกเบี้ยรับลดลงนั่นเอง จึงทำให้อัตราผลตอบแทนโดยรวมในการลงทุนในตราสารหนี้ของผู้ลงทุนนั้นลดลง
2.5Rollover Risk ความเสี่ยงที่เกิดในกรณีที่ตราสารหนี้ที่ลงทุนไว้เดิมครบกำหนดอายุในขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินลดลงและผู้ลงทุนต้องนำเงินต้นที่ได้รับชำระคืนจากตราสารหนี้นั้น ไปลงทุนใหม่ในตราสารหนี้ใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำลง ในกรณีเช่นนี้ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนรอบใหม่จะลดลง เป็นความเสี่ยงที่มีลักษณะเหมือนกับ Reinvestment Risk แต่จะเกิดกับเงินต้นที่อ่อนตัวและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลง ตราสารหนี้ระยะสั้น จะมี rollover risk สูงสุดแต่ในช่วงที่ตลาดเงินตึงตัว และดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น ตราสารหนี้ระยะสั้นก็จะมี rollover risk ต่ำและสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าตราสารหนี้ประเภทอื่น
2.6Call Risk ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ผู้ออกตราสารหนี้ขอชำระคืนหนี้ก่อนครบกำหนด ความเสี่ยงประเภทนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะกับตราสารหนี้ที่มีการระบุเงื่อนไขcall option ไว้ล่วงหน้าว่าผู้ออกตราสารหนี้มีสิทธิที่จะจ่ายชำระคืนหนี้ได้ก่อนกำหนดส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลงและผู้ออกตราสารหนี้สามารถหาแหล่งเงินทุนอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่ามาจ่ายคืน (refinancing)ผู้ลงทุนในตราสารหนี้ประเภทนี้จะถูกบังคับให้รับคืนเงินและต้องนำเงินที่ได้รับคืนนั้น ไปลงทุนใหม่ในตราสารอื่นที่มีอัตราผลตอบแทนที่ต่ำกว่าเดิมที่เคยได้รับ
2.7Prepayment Risk ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ลูกหนี้จ่ายชำระคืนหนี้ก่อนครบกำหนดอายุเช่นเดียวกันกับ call risk แต่ความเสี่ยงประเภท prepayment risk นี้ มักจะเกิดขึ้นกับตราสารหนี้ประเภทที่มีบัญชีลูกหนี้พร้อมหลักทรัพย์จดจำนองเป็นประกันการชำระคืนของตราสารหนี้นั้น(mortgaged-back securities) หากลูกหนี้ตามสัญญาจำนองชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยก่อนกำหนด และถอนหลักทรัพย์ค้ำประกัน ตราสารหนี้นั้นก็จะต้องรับคืนเงินก่อนกำหนดและหากอยู่ในระหว่างอัตราดอกเบี้ยขาลง ผู้ลงทุนในตราสารหนี้ก็จะเสียเปรียบ เช่นเดียวกับกรณีของreinvestment risk
2.8Currency Risk หรือ Exchange Risk ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นกับกรณีของการลงทุนข้ามประเทศ
2.9Liquidity Risk ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการขาดสภาพคล่องในการซื้อขายเปลี่ยนมือของตราสารหนี้นั้นๆมักจะเกิดขึ้นกับกรณีที่ผู้ลงทุนลงทุนในตราสารหนี้ที่ไม่เป็นที่นิยมและมีปริมาณซื้อขายในตลาดรองน้อยมาก หากผู้ลงทุนประสงค์จะขายตราสารหนี้นั้นเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดในกรณีจำเป็นผู้ลงทุนอาจจะต้องยอมลดราคาขายลงต่ำกว่าราคาตลาดโดยทั่วไป เพื่อดึงให้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้นและดึงดูดความสนใจให้มีผู้ซื้อเข้ามาซื้อ ราคาซื้อขายดังกล่าวไม่ใช่ราคาที่ยุติธรรมต่อผู้ขายอย่างแน่นอน หรืออาจจะถึงขั้นที่เป็นราคาขาดทุนก็เป็นได้ ฉะนั้น การลงทุนในตราสารหนี้ที่ไม่มีสภาพคล่อง ก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่สำคัญ
2.10Event Risk ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อนโยบายในการดำเนินงานของผู้ออกตราสารหนี้ เช่น การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นรายใหญ่หลังจากการถือครอบงำกิจการ และอาจมีดุลพินิจที่ไม่เป็นคุณแก่เจ้าหนี้ตราสารหนี้เดิม เช่นการประกาศเพิ่มอัตราส่วนการจ่ายเงินปันผลต่อกำไร (payout ratio) หรือประกาศเพิ่มทุนครั้งใหญ่ ซึ่งหมายถึงกระแสเงินสดจำนวนมากที่จะต้องจ่ายเป็นเงินปันผลประจำปี และมีผลทำให้ฐานทุนของบริษัทลดความเข้มแข็งลง
ที่มาhttp://www.mfcwebactivity1.com/www/team/trilogy/product05.htm
1.ความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้แบ่งออกเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง
2.จงอธิบายInterest Rate Risk หรือ Market Risk
3.ถ้าท่านเป็นนักลงทุนท่านจะให้ความสำคัญกับการเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้ประเภทใด เพราะเหตุใด
12/14/2551
ดุลการเงินของไทย
ปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ซึ่งประเทศด้อยพัฒนาและ "ประเทศพยายามพัฒนา" ในช่วงทศวรรษ 1960-1980 มักจะประสบคล้ายคลึงกัน คือปัญหาการขาดดุลการค้าในโครงสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศของตน
ปัญหาการขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบพัวพันไปถึงปัญหาดุลการชำระเงิน และหนี้สินต่างประเทศ
อำนาจขององค์กรการเงินระหว่างประเทศ อย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ตั้งอยู่บนพื้นฐานการเกิดปัญหาโครงสร้างเหล่านี้เป็นระยะๆ หมุนเวียนกันไปในกลุ่มประเทศสมาชิก เช่น วิกฤติสถาบันการเงินของไทยหลังปี พ.ศ.2536 ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากภาระหนี้สินจำนวนมหาศาลของระบบสถาบันการเงิน โดยการอำนวยความสะดวกของกลไกวิเทศธนกิจ กับการไม่กำหนดระบบลอยตัวค่าเงินบาทตั้งแต่ต้น ส่งผลให้เกิดภาวะบริโภคล้นเกิน และปัญหาหนี้สินไม่ก่อให้เกิดรายได้ ก่อนจะนำไปสู่ปัญหาการขาดสภาพคล่องในการชำระเงินกู้ทั้งระบบ จนต้องอาศัยโครงการช่วยเหลือฟื้นฟูจากไอเอ็มเอฟในปี 2540
การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ตั้งแต่ช่วงปี 2544 ช่วยปรับปรุงแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าระหว่างประเทศของไทยมีผลสัมฤทธิ์ รูปธรรมชัดเจน ระหว่างปี 2546-2547 ทำให้เริ่มมีข้อมูลสถิติแสดงตัวเลขการได้เปรียบดุลการค้ากับต่างประเทศ หลังจากที่ระบบเศรษฐกิจไทยเคลื่อนตัวเข้าสู่โครงสร้างการเสียเปรียบดุลการค้าต่อเนื่อง มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960
การได้เปรียบดุลการค้าระหว่างประเทศ จากผลของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของประเทศ แทบไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน นับตั้งแต่การริเริ่มนำประเทศไทยเข้าไปบรรจุอยู่ใน "แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ" ฉบับแรก (2504-2509) ตามแนวยุทธศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองของธนาคารโลก
แต่ภาวการณ์ด้านดุลการค้าที่เกิดขึ้นให้เห็นเป็นรูปธรรมต่อเนื่อง ในช่วงเวลาที่ผ่านมากำลังถูกคุกคามโดย "ราคาสินค้าพลังงาน" ซึ่งเป็นวัตถุดิบนำเข้าจากตลาดโลก
โดยไทยเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบปิโตรเลียม และสินค้าต่อเนื่องจากปิโตรเลียมจำนวนมาก จนอาจกล่าวได้ในปัจจุบันว่า สินค้านำเข้าที่ก่อความสิ้นเปลืองทางการเงิน ให้แก่ระบบเศรษฐกิจไทยในลำดับแรกๆ ทั่วประเทศขณะนี้คือ น้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตโดยใช้วัตถุดิบปิโตรเลียม
เนื่องจากกลไกการกำหนดราคาสินค้าวัตถุดิบชนิดนี้ในตลาดโลก เป็นกลไกภายใต้อำนาจของผู้ขายมากกว่าผู้ซื้อ ดังนั้น โอกาสที่ระดับราคาวัตถุดิบปิโตรเลียม และผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงที่กลั่นจากปิโตรเลียมจะลดราคาลงตามความต้องการของผู้บริโภคในตลาด จึงเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสภาวการณ์ที่ประเทศผู้กุมอำนาจต่อรองสูงในตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงของโลก มีภาระค่าใช้จ่ายสูง ในการดำเนินนโยบายสงครามอยู่ในภูมิภาคที่เป็นแหล่งสำรองน้ำมันดิบของโลกในปัจจุบัน
ระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นต่อเนื่องในตลาดโลก ได้ส่งผลทางปฏิบัติให้ระบบเศรษฐกิจไทยต้องสูญเสียรายได้ จากการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็นค่าสั่งซื้อ (หรือภาระการนำเข้า) สินค้าวัตถุดิบเหล่านี้ เมื่อเทียบเคียงรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มปริมาณการส่งออกกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการเพิ่มราคาสินค้าปิโตรเลียมในตลาดโลก เราก็สามารถจะคาดคะเนถึงการคุกคามจากปัญหาการค้าระหว่างประเทศ และภาวะการขาดดุลการค้าของไทยในช่วงปีปัจจุบันได้ชัดเจนขึ้น
การคุกคามชนิดนี้ มีกำลังรุนแรง เนื่องจากประชาชนผู้บริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดค้าปลีกภายในประเทศเอง ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาได้ ถ้าหากขาดความระมัดระวังในการใช้พลังงานเชื้อเพลิงในการดำเนินชีวิตประจำวัน หรือขาดการมีส่วนร่วมในการประหยัดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง
แม้ว่าสาธารณชนทั่วไป จะไม่สามารถปรับลดการใช้จ่ายพลังงานเชื้อเพลิงได้ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่เคยชินในการใช้ ขณะที่ระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มระดับราคาขึ้นไปเกือบเท่าตัวแล้ว ตั้งแต่ช่วงสงครามสหรัฐอเมริกากับอิรัก แต่การตระหนักร่วมกันถึงปัญหาที่คุกคามเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศเช่นนี้ ควรอยู่ในสำนึกความรับผิดชอบร่วมกันของพรรคการเมืองทุกพรรค ที่สามารถดำเนินโครงการรณรงค์สู่ฐานประชาชนรากหญ้า ให้ร่วมมือกันประหยัดค่าใช้จ่ายในการบริโภคพลังงานทุกรูปแบบ ที่มีฐานวัตถุดิบปิโตรเลียมเป็นสินค้านำเข้าราคาแพงเช่นทุกวันนี้
ผู้นำรัฐบาลโคลัมเบียตัดสินใจประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยแถลงสาเหตุสำคัญประการหนึ่งมาจากแรงกดดันเรื่องราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และการรวมตัวประท้วงขององค์กรภาคประชาชนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
สภาพความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนรากหญ้าของไทย กับรัฐบาลจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด อยู่ในสภาวะแห่งความสมานฉันท์เป็นอันมาก เมื่อเปรียบเทียบกับสภาพการณ์ทางการเมืองภายในของประเทศโคลัมเบีย แต่สภาพความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับองค์กรการเมืองนอกรัฐสภาหลายกลุ่ม ไม่อยู่ในภาวะกระจ่างแจ่มใสนัก
ผมเพียงคาดหวังว่า "การเมืองภาคประชาชน" จะถูกใช้ไปในทิศทางสมานฉันท์ เพื่อร่วมมือกันแก้ไขปัญหาการคุกคามจากภาวะเศรษฐกิจระหว่างประเทศ มากกว่าจะถูกใช้ไปในทิศทางตรงกันข้าม
ที่มา http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q1/article2005march09p4.htm
คำถามท้ายเรื่อง
1. ปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ซึ่งประเทศด้อยพัฒนาและ "ประเทศพยายามพัฒนา" ในช่วงทศวรรษ 1960-1980 มักจะประสบคล้ายคลึงกัน คืออะไร
2. การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ตั้งแต่ช่วงปี 2544 ช่วยปรับปรุงแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าระหว่างประเทศของไทยมีผลสัมฤทธิ์ รูปธรรมชัดเจน ระหว่างปีอะไร
3. โดยไทยเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบปิโตรเลียม และสินค้าต่อเนื่องจากปิโตรเลียมจำนวนมาก จนอาจกล่าวได้ในปัจจุบันว่า สินค้านำเข้าที่ก่อความสิ้นเปลืองทางการเงิน ให้แก่ระบบเศรษฐกิจไทยในลำดับแรกๆ ทั่วประเทศขณะนี้คืออะไร
12/05/2551
ธุรกิจสหรัฐซบถ่วงหุ้นเอเชียร่วงหนัก
12/5/2008
เรื่อง ธุรกิจสหรัฐซบถ่วงหุ้นเอเชียร่วงหนัก
จัดทำโดย นางสาว ศิวพร หุ่นเครือ 4901202103
ตลาดหุ้นเอเชียทรุดฮวบตามสหรัฐ ผลจากความวิตกเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก และบริษัทสหรัฐเปิดเผยผลประกอบการน่าผิดหวังยิ่งเพิ่มความกังวลต่อแนวโน้มผลกำไรย่ำแย่ลง
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักลงทุนในตลาดการเงินหันไปสนใจแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ และผลกำไรของบริษัทอเมริกัน แทนความวุ่นวายในตลาดสินเชื่อที่ส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้น
โดยเฉพาะเมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง ดูปองต์ ซัน ไมโครซิสเต็มส์ และแคตเทอร์พิลลา รายงานผลประกอบการน่าผิดหวัง พร้อมปรับลดคำทำนายผลประกอบการในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า
นายอเล็กซ์ ถัง หัวหน้าฝ่ายวิจัย คอร์ แปซิฟิก-ยามาอิจิ ในฮ่องกง กล่าวว่า วิกฤติสินเชื่อถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ความสนใจส่วนย้ายไปอยู่ที่ผลประกอบการบริษัท และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจัยทั้งสองเสื่อมลงอย่างเห็นได้ชัดดัชนีหุ้นนิกเคอิในตลาดโตเกียวรูดลง 631.56 จุด หรือ 6.79% ปิดที่ระดับ 8,674.69 วานนี้ (22 ต.ค.) ส่วนดัชนีหุ้นหั่งเส็งในตลาดฮ่องกงดิ่งลง 774.57 จุด หรือ 5.2% ปิดที่ระดับ 14,266.6 ต่ำสุดนับจากเดือนก.ค.2548 และดัชนีหุ้นคอมโพสิตของเกาหลีใต้ลดลง 61.51 จุด หรือ 5.14% ปิดที่ระดับ 1,134.59 ต่ำสุดนับจากเดือนก.ย.2548หุ้นกลุ่มส่งออกของญี่ปุ่นปรับตัวย่ำแย่ เนื่องจากเงินเยนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์และยูโร ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารได้รับผลกระทบจากความวิตกเกี่ยวกับผลประกอบการ โดยหุ้นมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ธนาคารชั้นนำของญี่ปุ่น ร่วงลง 9.2% หลังจากหนังสือพิมพ์นิกเคอิระบุว่า ธนาคารจะปรับลดคาดการณ์ผลกำไรสุทธิ สำหรับช่วงครึ่งปีที่สิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน มากถึง 2 ใน 3 เนื่องจากราคาหุ้นร่วงลงและหนี้เสียพุ่งขึ้นนายฟูจิโอะ อันโดะ กรรมการผู้จัดการอาวุโส ชิบากิน แอสเซ็ต แมเนจเมนต์ กล่าวว่า นอกจากเรื่องสกุลเงินแล้ว ตลาดยังได้รับผลกระทบจากเครื่องบ่งชี้เกี่ยวกับเศรษฐกิจยุโรป
โดยข้อเสนอของนายนิโกลาส์ ซาร์โคซี ประธานาธิบดีฝรั่งเศส สำหรับการประชุมสุดยอดเศรษฐกิจ บ่งชี้ว่าสถานการณ์ในยุโรปเลวร้ายหนัก และมีความวิตกว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลงอีก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกอย่างแน่นอน
ทางด้านนายปีเตอร์ ไหล ผู้อำนวยการ ดีบีเอส วิคเคอร์ส ในฮ่องกง กล่าวว่า ตลาดมีแรงเทขายมากขึ้น เนื่องจากผลประกอบการที่ไม่สดใส และคำเตือนเกี่ยวกับผลกำไรจากหลายบริษัท กองทุนจำนวนมากในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแม้แต่ในยุโรป เทขายสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับดอลลาร์ และหันมาถือสกุลเงินท้องถิ่นมากขึ้น
ที่มา http://www.khum.net/news-read/988380
คำถามท้ายบท
1. บริษัทสหรัฐได้เปิดเผยผลประกอบการว่ามีเเนวโน้มอย่างไร
2. การที่การส่งออกของญี่ปุ่นปรับตัวยำเเย่นั้นมีสาเหตุมาจากอะไร
3. ดัชนีหุ้นนิกเคอิในตลาดโตเกียวลดลงกี่เปอร์เซนต์เมื่อเทียบจากปี2548
เขียนโดย utccba205g7 ที่6:00 ก่อนเที่ยง
11/30/2551
พิษเศรษฐกิจโลกกระทบปีหน้า
เตือนผู้ส่งออกปรับตัว ชี้พิษเศรษฐกิจโลกกระทบปีหน้า

นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้าขยายตัวชะลอลง โดยเชื่อว่าผลกระทบจะมาถึงแน่นอน แต่จะช้าหรือเร็วนั้น ก็จะต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะขณะนี้ยังไม่มีใครกล้าฟันธง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ยังสามารถขยายตัวได้ดีพอสมควร
“ผลกระทบน่าจะค่อย ๆ เข้ามากระทบมากกว่า โดยปีหน้าจะได้รับผลกระทบมากกว่าปีนี้ เพราะฉะนั้น ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ทุกคนก็จะต้องปรับตัว โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่จะต้องระมัดระวังความผันจากวิกฤตการเงินโลก และเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัว ซึ่งจะส่งผลทำให้การส่งออกของไทยในปีหน้าชะลอลงเช่นกัน ดังนั้น ในประเทศเราเองต้องสร้างความต้องการในประเทศมากขึ้น รวมถึงเรื่องของความมั่นใจ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในขณะนี้” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวอีกว่า ภาวะการจ้างงานของประเทศไทย ขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงินโลก โดยรายได้ของแรงงานยังไม่ลดลงไปจนน่ากังวล การว่างงานยังน้อย เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่ประสบปัญหาภาวะฟองสบู่แตก ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ตกลงไป ขณะที่ประเทศไทยมูลค่าสินทรัพย์ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ต้องช่วยกันสร้าง คือเรื่องของความมั่นใจ ทำให้ประชาชนมีการบริโภคมีการใช้จ่ายมากขึ้น
ในส่วนของนโยบายการเงิน การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ต.ค. ที่ผ่านมา กนง.ได้พิจารณาและประเมินปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งภาคการเงิน เข้าไปรวมไว้หมดแล้ว ดังนั้นขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการประชุม กนง. วาระพิเศษ อย่างไรก็ตามหากมีความจำเป็น นโยบายการเงินก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยน ซึ่ง ธปท. ได้ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวถึงสภาพคล่องในระบบการเงินขณะนี้ว่ามีเพียงพอ รวมถึงสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ ที่เพียงพอในการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคเศรษฐกิจ แต่กระแสข่าวที่ออกมาว่าแบงก์พาณิชย์ไม่ปล่อยกู้นั้น เป็นเรื่องปกติในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอ อาจทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากเป็นพิเศษ แต่เท่าที่ดูข้อมูลความสามารถในการปล่อยกู้ของแบงก์ยังมี ดังจะเห็นได้จากเงินกองทุนของระบบธนาคารพาณิชย์มีมากถึงร้อยละ 15 เศษ ถือว่ายังเพียงพอในการขยายสินเชื่อ เป็นฐานการในปล่อยกู้ได้ รวมทั้งสภาพคล่องในระบบและสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์มีเพียงพอ ซึ่งหากมีความต้องการสินเชื่อจริง แบงก์ยังสามารถปล่อยสินเชื่อได้ ทั้งนี้ จะเห็นว่าที่ผ่านมาการขยายตัวของสินเชื่อตัวเลขล่าสุด เดือน ส.ค. สินเชื่อขยายตัวได้ถึง ร้อยละ 11.7 เทียบกับช่วงก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 9 เศษ ซึ่งเป็นสินเชื่อที่ภาคธุรกิจใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและเงินทุนเพื่อการลงทุน
“เป็นเรื่องปกติที่ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว แบงก์พาณิชย์มีความระมัดระวังที่จะปล่อยกู้ ซึ่งอนาคตสินเชื่อคาดว่าจะชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นความต้องการก็คงจะน้อยลง แต่ถามว่าแบงก์จะปล่อยกู้ได้ไหม มองว่าความสามารถในการปล่อยกู้ยังตอบสนองอยู่ ขณะที่เอ็นพีแอลขณะนี้ไม่น่าเป็นห่วง มีการลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งสัดส่วนเอ็นพีแอลและยอดคงค้างจริง ถือว่าแบงก์ค่อนข้างแข็งแรง” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
11/18/2551
ความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้
จัดทำบทความโดย นายศิวพงษ์ เจริญสุข เลขทะเบียน 4901202012
เรื่อง ความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้
หากกล่าวถึง “ตราสารหนี้” หลายๆ ท่านคงจะทราบดีว่า “ตราสารหนี้” คือ สัญญาการกู้ยืมเงิน โดยผู้ออกตราสารจะอยู่ในฐานะลูกหนี้ ตกลงที่จะจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดๆ และคืนเงินต้นให้แก่ผู้ซื้อตราสาร (ผู้ลงทุน)ในฐานะเจ้าหนี้ ซึ่งจะแตกต่างจากสัญญาการกู้ยืมเงินทั่วไปที่คู่สัญญาไม่ได้มีเพียงลูกหนี้ 1 ราย เจ้าหนี้ 1 ราย แต่ตราสารหนี้จะมีลูกหนี้ 1 ราย ที่เป็นนิติบุคคล และเจ้าหนี้ที่เป็นได้ทั้งบุคคลธรรมดา และ/หรือ นิติบุคคล จำนวนหลายราย และแม้เราจะทราบกันดีว่า... ตราสารหนี้เป็นตราสารทางการเงินที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ แต่การลงทุนในตราสารหนี้ก็เช่นเดียวกับการลงทุนประเภทอื่นๆ ที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการลงทุนเช่นกัน
ดังนั้น เราจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับนิยามของความเสี่ยงกันก่อน โดย“ความเสี่ยง”หมายถึง การที่ผลตอบแทนจริงที่ได้รับจากการลงทุนเบี่ยงเบนหรือแตกต่างไปจากผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนคาดหวังไว้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นไปในทางบวกหรือลบก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น แต่โดยทั่วๆ ไปแล้ว ถ้าพูดถึง “ความเสี่ยง” เราก็มักจะนึกถึงผลในทางลบซึ่งต่ำไปกว่าที่ผู้ลงทุนคาดหวังไว้เท่านั้น โดยความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ ดังนี้
ผลตอบแทนที่จะได้รับ/-/ความเสี่ยง
ดอกเบี้ยรับและเงินต้น /-/ความเสี่ยงทางเครดิต, ความเสี่ยงอื่นๆ
กำไร / ขาดทุน จากการขายตราสารหนี้ /-/ความเสี่ยงด้านราคา, ความเสี่ยงอื่นๆ
ผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนต่อ /-/ความเสี่ยงจากการลงทุนต่อ, ความเสี่ยงอื่นๆ
1. ความเสี่ยงทางเครดิต (Default Risk หรือ Credit Risk)
คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการผิดนัดชำระะดอกเบี้ยและเงินต้นของผู้ออกตราสารหนี้ ที่กล่าวเช่นนี้เนื่องจากการที่ผู้ลงทุนจะได้รับดอกเบี้ยและเงินต้นครบถ้วนตรงตามที่คาดหวังไว้นั้น ผู้ออกตราสารหนี้จะต้องมีผลประกอบการที่ดีและมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะจ่ายเงินตามภาระผูกพันของตราสารหนี้ อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ออกตราสารหนี้มีผลประกอบการตกต่ำ ก็อาจจะนำไปสู่การขาดสภาพคล่องและส่งผลให้ผู้ออกตราสารหนี้ผิดนัดชำระหนี้ได้ ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้อาจป้องกันได้โดยพิจารณาจากอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ที่ได้รับการประเมินจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) โดยอันดับความน่าเชื่อถือจะเป็นดัชนีบ่งชี้ถึงความสามารถของผู้ออกตราสารหนี้ในการชำระดอกเบี้ยและเงินต้นคืนเต็มจำนวนตรงตามเวลาที่กำหนด รวมทั้งยังบอกถึงความสามารถในการปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ของผู้ออกตราสารหนี้ได้อย่างครบถ้วน โดยทั่วไปหากบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้อยู่ในระดับต่ำ โดยทั่วๆ ไปจะเป็นอันดับที่ต่ำกว่าระดับ Investment Grade ที่ “BBB” (เรียกว่า Triple B) แสดงว่าบริษัทนั้นมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ค่อนข้างสูง ดังนั้น บริษัทจึงจำเป็นต้องเสนออัตราผลตอบแทน (อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว) ที่สูงเพื่อดึงดูดให้ผู้ลงทุนสนใจและเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ของบริษัท ในทางตรงกันข้าม หากบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในระดับสูง แสดงว่าบริษัทมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ต่ำ ดังนั้น บริษัทก็ย่อมที่จะเสนออัตราผลตอบแทน (อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว) ที่ต่ำได้ ทั้งนี้ หากเกิดเหตุการณ์ใดๆ ก็ตามที่ส่งผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะประกาศให้ผู้ลงทุนทราบ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เพิ่มขึ้น ลดลง คงเดิม หรือยกเลิก อันดับความน่าเชื่อถือที่ได้จัดอันดับไว้ก่อนหน้านี้ก็ได้
2. ความเสี่ยงด้านราคา (Price Risk หรือ Interest Rate Risk หรือ Market Risk)
คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงหรือความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลให้ราคาตราสารหนี้มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีความผันผวนด้วย เนื่องจากราคาของตราสารหนี้จะแปรผกผันกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด กล่าวคือ หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินเพิ่มขึ้น ผู้ลงทุนก็ย่อมที่จะต้องการอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยไม่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรของตนลดลงไป แต่เนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วได้ สิ่งที่จะชดเชยให้ผู้ลงทุนได้ผลตอบแทนสูงขึ้นโดยเปรียบเทียบ คือ ราคาพันธบัตร จะมีราคาต่ำลง เช่น อาจต่ำกว่าราคาพาร์หน้าตั๋ว ซึ่งเมื่อครบกำหนดชำระ ผู้ลงทุนจะได้เงินต้นคืนที่ราคาพาร์ที่สูงกว่าเงินที่ลงทุนซื้อพันธบัตรไปในครั้งแรก ด้วยเหตุนี้เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินเพิ่มขึ้นจึงส่งผลให้ราคาของตราสารหนี้ต่ำลง ในทางกลับกัน หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดต่ำลง ผู้ออกตราสารก็จะไม่ยอมจ่ายผลตอบแทนสูงเกินกว่าอัตราตลาด ผู้ออกตราสารหนี้ก็จะขายพันธบัตรที่ราคาแพงขึ้น ซึ่งอาจจะสูงกว่าที่ราคาพาร์ดังนั้นราคาของตราสารหนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งความเสี่ยงประเภทนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ลงทุนที่มีการซื้อขายตราสารหนี้ก่อนครบกำนดไถ่ถอนเท่านั้น แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ลงทุนที่ถือครองตราสารหนี้นั้นไว้จนครบกำหนด เนื่องจากมูลค่าตราสารหนี้เมื่อครบกำหนดไถ่ถอนได้กำหนดไว้ให้เท่ากับราคาพาร์แล้ว
3. ความเสี่ยงจากการลงทุนต่อ (Reinvestment Risk)
คือ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ลงทุนไม่สามารถนำดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้ไปลงทุนต่อภายใต้อัตราผลตอบแทนที่คาดหวังได้ที่ระดับเดิมเคยได้รับ โดยความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในตลาดย่อมส่งผลทำให้ผู้ลงทุนได้รับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนต่อที่เปลี่ยนแปลงไปและส่งผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนได้รับจริงในที่สุด ความเสี่ยงประเภทนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ลงทุนที่ซื้อตราสารหนี้และถือไว้จนครบกำหนดไถ่ถอน ยกตัวอย่างเช่น ผู้ลงทุนที่ซื้อตราสารหนี้ที่ราคาพาร์ (1,000 บาท) ซึ่งมีอายุคงเหลือ 3 ปี และกำหนดอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วเท่ากับ 6% ต่อปี ทั้งนี้ ผู้ลงทุนดังกล่าวจะได้รับอัตราผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงเท่ากับ 6% ตลอดช่วงเวลา 3 ปีนั้นก็ต่อเมื่อผู้ลงทุนดังกล่าวได้รับดอกเบี้ยครบทุกงวดตามระยะเวลาที่กำหนด และสามารถนำดอกเบี้ยที่ได้รับไปลงทุนต่อในอัตรา 6% เช่นกัน แต่ถ้าหากอัตราดอกเบี้ยในตลาดเปลี่ยนแปลงไปไม่เท่ากับ 6% จะทำให้การนำดอกเบี้ยที่ได้รับไปลงทุนต่อได้รับผลตอบแทนที่ต่างจากที่คาดการณ์ไว้ที่6%ย่อมส่งผลทำให้ผู้ลงทุนได้รับอัตราผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงไม่เท่ากับอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังไว้ล่วงหน้า
4. ความเสี่ยงในด้านอื่นๆ
นอกจากความเสี่ยงที่ผู้เขียนกล่าวมาข้างต้นแล้ว การลงทุนในตราสารหนี้ยังอาจมีความเสี่ยงในด้านอื่นๆ อีก ดังนี้
ความเสี่ยงจากสิทธิแฝงในตราสารหนี้ (Option-embedded Risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากสิทธิแฝงต่างๆ ในตราสารหนี้นั้น เช่น การลงทุนในหุ้นกู้ที่สามารถเรียกคืนก่อนครบกำหนด ซึ่งเป็นหุ้นกู้ที่ให้สิทธิแก่ผู้ออกในการเรียกคืนตราสารหนี้ก่อนถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน ทำให้ผู้ลงทุนไม่สามารถคาดการณ์กระแสเงินสดที่จะได้รับได้อย่างแน่นอน เนื่องจากไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าว่าบริษัทผู้ออกตราสารหนี้จะเรียกคืนเมื่อใด นอกจากนี้ หากมีการเรียกคืนตราสารหนี้ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะเมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลงจนต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วที่ระบุไว้ จะทำให้ผู้ลงทุนมีความเสี่ยงจากการลงทุนต่อ เพราะหากนำเงินที่ได้รับคืนกลับมาไปลงทุนใหม่จะได้ผลตอบแทนน้อยกว่าเดิม
ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุนในตราสารหนี้ซึ่งจ่ายกระแสเงินสดเป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ลงทุนที่ถือครองตราสารหนี้ดังกล่าวไม่สามารถคาดการณ์กระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคตเป็นสกุลเงินตราท้องถิ่นได้อย่างแน่นอน เนื่องจากกระแสเงินสดดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากความนิยมหรือปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผู้ลงทุนไม่สามารถขายตราสารหนี้ต่อให้กับผู้ลงทุนรายอื่นๆ ก่อนครบกำหนดไถ่ถอนได้ในราคาที่ใกล้เคียงกับมูลค่าที่แท้จริง กล่าวง่ายๆ คือ ผู้ลงทุนไม่สามารถขายตราสารหนี้ในจังหวะเวลาและราคาที่เหมาะสมได้ หรือหากต้องการจะซื้อขายจริงๆ ก็ต้องมีการเพิ่มหรือลดราคาตราสารหนี้ เพื่อดึงดูดให้มีการตกลงซื้อขายเกิดขึ้น
ความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อหรืออำนาจซื้อ (Inflation Risk หรือ Purchasing power Risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากกระแสเงินสดที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้มีมูลค่าที่เปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ลงทุนมีอำนาจซื้อ (Purchasing Power) ลดลง หรืออัตราดอกเบี้ยที่ได้รับจริง (Real Interest Rate) ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่เป็น ตัวเงิน (Nominal Interest Rate)
ความเสี่ยงจากผลกระทบของเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิด (Event Risk) คือ ความเสี่ยงจากการเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน และส่งผลต่อความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและเงินต้นของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ เช่น ภัยธรรมชาติ การถูกครอบงำกิจการ เป็นต้น
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการลงทุนในตราสารหนี้ (Legal Risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านตลาดทุนมีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับการลงทุนในตราสารหนี้ เช่น การปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรืออัตราภาษีสำหรับผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนที่เปลี่ยนไป
ความเสี่ยงจากการลงทุนโดยขาดความรู้เกี่ยวกับตราสารหนี้ (Black - box Risk) คือ ความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการไม่ทราบถึงพฤติกรรมที่แท้จริงของราคาและอัตราผลตอบแทน ทำให้ผลตอบแทนที่จะได้รับจริงมีโอกาสผิดพลาดไปจากผลตอบแทนที่คาดไว้ ส่วนหนึ่งอาจเกิดขึ้นเนื่องมาจากการที่ผู้ลงทุนไม่สามารถคาดการณ์ข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ในการคำนวณได้อย่างแม่นยำ เช่น อัตราดอกเบี้ยในตลาดในอนาคต หรือภาวะเศรษฐกิจและตลาดการเงิน ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ลงทุนไม่สามารถคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงได้อย่างถูกต้อง
สุดท้ายนี้ ผู้เขียนหวังว่าท่านผู้อ่านทุกท่านจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนสามารถป้องกันความเสี่ยงเหล่านั้นไม่ให้เกิดขึ้นหรือให้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยที่สุด
------------------------------------------------------------
คำถามท้ายเรื่อง
1.ตราสารหนี้ เป็นตราสารที่มีความเสี่ยงหรือไม่
2.ถ้าบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับต่ำ บริษัทต้องทำเช่นไรจึงจะดึงดูดผู้ลงทุนให้มาสนใจ
3.ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน คืออะไร
-------------------------------------------------------