11/30/2551

พิษเศรษฐกิจโลกกระทบปีหน้า

จัดทำโดย นางสาวพิมพิมล กิตติสิทธิพงษ์ 4901202070



เตือนผู้ส่งออกปรับตัว ชี้พิษเศรษฐกิจโลกกระทบปีหน้า
“ธาริษา” ชี้เศรษฐกิจไทย-สินเชื่อปีหน้าชะลอ ผลจากวิกฤตการเงินลามถึงไทย เตือนผู้ส่งออกปรับตัวรับมือ ยืนยันสภาพคล่องในระบบการเงินและสถาบันการเงินยังเพียงพอให้แบงก์ปล่อยกู้ ยอมรับแบงก์อาจเข้มงวดปล่อยสินเชื่อถือเป็นเรื่องปกติในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว


นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้าขยายตัวชะลอลง โดยเชื่อว่าผลกระทบจะมาถึงแน่นอน แต่จะช้าหรือเร็วนั้น ก็จะต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะขณะนี้ยังไม่มีใครกล้าฟันธง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ยังสามารถขยายตัวได้ดีพอสมควร


“ผลกระทบน่าจะค่อย ๆ เข้ามากระทบมากกว่า โดยปีหน้าจะได้รับผลกระทบมากกว่าปีนี้ เพราะฉะนั้น ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ทุกคนก็จะต้องปรับตัว โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่จะต้องระมัดระวังความผันจากวิกฤตการเงินโลก และเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัว ซึ่งจะส่งผลทำให้การส่งออกของไทยในปีหน้าชะลอลงเช่นกัน ดังนั้น ในประเทศเราเองต้องสร้างความต้องการในประเทศมากขึ้น รวมถึงเรื่องของความมั่นใจ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในขณะนี้” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว


ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวอีกว่า ภาวะการจ้างงานของประเทศไทย ขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงินโลก โดยรายได้ของแรงงานยังไม่ลดลงไปจนน่ากังวล การว่างงานยังน้อย เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่ประสบปัญหาภาวะฟองสบู่แตก ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ตกลงไป ขณะที่ประเทศไทยมูลค่าสินทรัพย์ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ต้องช่วยกันสร้าง คือเรื่องของความมั่นใจ ทำให้ประชาชนมีการบริโภคมีการใช้จ่ายมากขึ้น


ในส่วนของนโยบายการเงิน การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ต.ค. ที่ผ่านมา กนง.ได้พิจารณาและประเมินปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งภาคการเงิน เข้าไปรวมไว้หมดแล้ว ดังนั้นขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการประชุม กนง. วาระพิเศษ อย่างไรก็ตามหากมีความจำเป็น นโยบายการเงินก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยน ซึ่ง ธปท. ได้ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว


ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวถึงสภาพคล่องในระบบการเงินขณะนี้ว่ามีเพียงพอ รวมถึงสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ ที่เพียงพอในการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคเศรษฐกิจ แต่กระแสข่าวที่ออกมาว่าแบงก์พาณิชย์ไม่ปล่อยกู้นั้น เป็นเรื่องปกติในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอ อาจทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากเป็นพิเศษ แต่เท่าที่ดูข้อมูลความสามารถในการปล่อยกู้ของแบงก์ยังมี ดังจะเห็นได้จากเงินกองทุนของระบบธนาคารพาณิชย์มีมากถึงร้อยละ 15 เศษ ถือว่ายังเพียงพอในการขยายสินเชื่อ เป็นฐานการในปล่อยกู้ได้ รวมทั้งสภาพคล่องในระบบและสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์มีเพียงพอ ซึ่งหากมีความต้องการสินเชื่อจริง แบงก์ยังสามารถปล่อยสินเชื่อได้ ทั้งนี้ จะเห็นว่าที่ผ่านมาการขยายตัวของสินเชื่อตัวเลขล่าสุด เดือน ส.ค. สินเชื่อขยายตัวได้ถึง ร้อยละ 11.7 เทียบกับช่วงก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 9 เศษ ซึ่งเป็นสินเชื่อที่ภาคธุรกิจใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและเงินทุนเพื่อการลงทุน


“เป็นเรื่องปกติที่ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว แบงก์พาณิชย์มีความระมัดระวังที่จะปล่อยกู้ ซึ่งอนาคตสินเชื่อคาดว่าจะชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นความต้องการก็คงจะน้อยลง แต่ถามว่าแบงก์จะปล่อยกู้ได้ไหม มองว่าความสามารถในการปล่อยกู้ยังตอบสนองอยู่ ขณะที่เอ็นพีแอลขณะนี้ไม่น่าเป็นห่วง มีการลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งสัดส่วนเอ็นพีแอลและยอดคงค้างจริง ถือว่าแบงก์ค่อนข้างแข็งแรง” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว






คำถามท้ายบท

1. การชะลอตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลกส่งผลกระทบต่ออะไรบ้าง

2. วิธีสร้างความมั่นใจในสถานการณ์เช่นนี้คืออะไร

3. สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ปัจจุบันเป็นอย่างไร

11/18/2551

ความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้

จัดทำบทความโดย นายศิวพงษ์ เจริญสุข เลขทะเบียน 4901202012

เรื่อง ความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้

หากกล่าวถึง “ตราสารหนี้” หลายๆ ท่านคงจะทราบดีว่า “ตราสารหนี้” คือ สัญญาการกู้ยืมเงิน โดยผู้ออกตราสารจะอยู่ในฐานะลูกหนี้ ตกลงที่จะจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดๆ และคืนเงินต้นให้แก่ผู้ซื้อตราสาร (ผู้ลงทุน)ในฐานะเจ้าหนี้ ซึ่งจะแตกต่างจากสัญญาการกู้ยืมเงินทั่วไปที่คู่สัญญาไม่ได้มีเพียงลูกหนี้ 1 ราย เจ้าหนี้ 1 ราย แต่ตราสารหนี้จะมีลูกหนี้ 1 ราย ที่เป็นนิติบุคคล และเจ้าหนี้ที่เป็นได้ทั้งบุคคลธรรมดา และ/หรือ นิติบุคคล จำนวนหลายราย และแม้เราจะทราบกันดีว่า... ตราสารหนี้เป็นตราสารทางการเงินที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ แต่การลงทุนในตราสารหนี้ก็เช่นเดียวกับการลงทุนประเภทอื่นๆ ที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการลงทุนเช่นกัน

ดังนั้น เราจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับนิยามของความเสี่ยงกันก่อน โดย“ความเสี่ยง”หมายถึง การที่ผลตอบแทนจริงที่ได้รับจากการลงทุนเบี่ยงเบนหรือแตกต่างไปจากผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนคาดหวังไว้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นไปในทางบวกหรือลบก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น แต่โดยทั่วๆ ไปแล้ว ถ้าพูดถึง “ความเสี่ยง” เราก็มักจะนึกถึงผลในทางลบซึ่งต่ำไปกว่าที่ผู้ลงทุนคาดหวังไว้เท่านั้น โดยความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ ดังนี้
ผลตอบแทนที่จะได้รับ/-/ความเสี่ยง
ดอกเบี้ยรับและเงินต้น /-/ความเสี่ยงทางเครดิต, ความเสี่ยงอื่นๆ
กำไร / ขาดทุน จากการขายตราสารหนี้ /-/ความเสี่ยงด้านราคา, ความเสี่ยงอื่นๆ
ผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนต่อ /-/ความเสี่ยงจากการลงทุนต่อ, ความเสี่ยงอื่นๆ

1. ความเสี่ยงทางเครดิต (Default Risk หรือ Credit Risk)
คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการผิดนัดชำระะดอกเบี้ยและเงินต้นของผู้ออกตราสารหนี้ ที่กล่าวเช่นนี้เนื่องจากการที่ผู้ลงทุนจะได้รับดอกเบี้ยและเงินต้นครบถ้วนตรงตามที่คาดหวังไว้นั้น ผู้ออกตราสารหนี้จะต้องมีผลประกอบการที่ดีและมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะจ่ายเงินตามภาระผูกพันของตราสารหนี้ อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ออกตราสารหนี้มีผลประกอบการตกต่ำ ก็อาจจะนำไปสู่การขาดสภาพคล่องและส่งผลให้ผู้ออกตราสารหนี้ผิดนัดชำระหนี้ได้ ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้อาจป้องกันได้โดยพิจารณาจากอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ที่ได้รับการประเมินจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) โดยอันดับความน่าเชื่อถือจะเป็นดัชนีบ่งชี้ถึงความสามารถของผู้ออกตราสารหนี้ในการชำระดอกเบี้ยและเงินต้นคืนเต็มจำนวนตรงตามเวลาที่กำหนด รวมทั้งยังบอกถึงความสามารถในการปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ของผู้ออกตราสารหนี้ได้อย่างครบถ้วน โดยทั่วไปหากบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้อยู่ในระดับต่ำ โดยทั่วๆ ไปจะเป็นอันดับที่ต่ำกว่าระดับ Investment Grade ที่ “BBB” (เรียกว่า Triple B) แสดงว่าบริษัทนั้นมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ค่อนข้างสูง ดังนั้น บริษัทจึงจำเป็นต้องเสนออัตราผลตอบแทน (อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว) ที่สูงเพื่อดึงดูดให้ผู้ลงทุนสนใจและเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ของบริษัท ในทางตรงกันข้าม หากบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในระดับสูง แสดงว่าบริษัทมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ต่ำ ดังนั้น บริษัทก็ย่อมที่จะเสนออัตราผลตอบแทน (อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว) ที่ต่ำได้ ทั้งนี้ หากเกิดเหตุการณ์ใดๆ ก็ตามที่ส่งผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะประกาศให้ผู้ลงทุนทราบ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เพิ่มขึ้น ลดลง คงเดิม หรือยกเลิก อันดับความน่าเชื่อถือที่ได้จัดอันดับไว้ก่อนหน้านี้ก็ได้

2. ความเสี่ยงด้านราคา (Price Risk หรือ Interest Rate Risk หรือ Market Risk)
คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงหรือความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลให้ราคาตราสารหนี้มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีความผันผวนด้วย เนื่องจากราคาของตราสารหนี้จะแปรผกผันกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด กล่าวคือ หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินเพิ่มขึ้น ผู้ลงทุนก็ย่อมที่จะต้องการอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยไม่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรของตนลดลงไป แต่เนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วได้ สิ่งที่จะชดเชยให้ผู้ลงทุนได้ผลตอบแทนสูงขึ้นโดยเปรียบเทียบ คือ ราคาพันธบัตร จะมีราคาต่ำลง เช่น อาจต่ำกว่าราคาพาร์หน้าตั๋ว ซึ่งเมื่อครบกำหนดชำระ ผู้ลงทุนจะได้เงินต้นคืนที่ราคาพาร์ที่สูงกว่าเงินที่ลงทุนซื้อพันธบัตรไปในครั้งแรก ด้วยเหตุนี้เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินเพิ่มขึ้นจึงส่งผลให้ราคาของตราสารหนี้ต่ำลง ในทางกลับกัน หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดต่ำลง ผู้ออกตราสารก็จะไม่ยอมจ่ายผลตอบแทนสูงเกินกว่าอัตราตลาด ผู้ออกตราสารหนี้ก็จะขายพันธบัตรที่ราคาแพงขึ้น ซึ่งอาจจะสูงกว่าที่ราคาพาร์ดังนั้นราคาของตราสารหนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งความเสี่ยงประเภทนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ลงทุนที่มีการซื้อขายตราสารหนี้ก่อนครบกำนดไถ่ถอนเท่านั้น แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ลงทุนที่ถือครองตราสารหนี้นั้นไว้จนครบกำหนด เนื่องจากมูลค่าตราสารหนี้เมื่อครบกำหนดไถ่ถอนได้กำหนดไว้ให้เท่ากับราคาพาร์แล้ว

3. ความเสี่ยงจากการลงทุนต่อ (Reinvestment Risk)
คือ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ลงทุนไม่สามารถนำดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้ไปลงทุนต่อภายใต้อัตราผลตอบแทนที่คาดหวังได้ที่ระดับเดิมเคยได้รับ โดยความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในตลาดย่อมส่งผลทำให้ผู้ลงทุนได้รับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนต่อที่เปลี่ยนแปลงไปและส่งผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนได้รับจริงในที่สุด ความเสี่ยงประเภทนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ลงทุนที่ซื้อตราสารหนี้และถือไว้จนครบกำหนดไถ่ถอน ยกตัวอย่างเช่น ผู้ลงทุนที่ซื้อตราสารหนี้ที่ราคาพาร์ (1,000 บาท) ซึ่งมีอายุคงเหลือ 3 ปี และกำหนดอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วเท่ากับ 6% ต่อปี ทั้งนี้ ผู้ลงทุนดังกล่าวจะได้รับอัตราผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงเท่ากับ 6% ตลอดช่วงเวลา 3 ปีนั้นก็ต่อเมื่อผู้ลงทุนดังกล่าวได้รับดอกเบี้ยครบทุกงวดตามระยะเวลาที่กำหนด และสามารถนำดอกเบี้ยที่ได้รับไปลงทุนต่อในอัตรา 6% เช่นกัน แต่ถ้าหากอัตราดอกเบี้ยในตลาดเปลี่ยนแปลงไปไม่เท่ากับ 6% จะทำให้การนำดอกเบี้ยที่ได้รับไปลงทุนต่อได้รับผลตอบแทนที่ต่างจากที่คาดการณ์ไว้ที่6%ย่อมส่งผลทำให้ผู้ลงทุนได้รับอัตราผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงไม่เท่ากับอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังไว้ล่วงหน้า

4. ความเสี่ยงในด้านอื่นๆ
นอกจากความเสี่ยงที่ผู้เขียนกล่าวมาข้างต้นแล้ว การลงทุนในตราสารหนี้ยังอาจมีความเสี่ยงในด้านอื่นๆ อีก ดังนี้
ความเสี่ยงจากสิทธิแฝงในตราสารหนี้ (Option-embedded Risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากสิทธิแฝงต่างๆ ในตราสารหนี้นั้น เช่น การลงทุนในหุ้นกู้ที่สามารถเรียกคืนก่อนครบกำหนด ซึ่งเป็
นหุ้นกู้ที่ให้สิทธิแก่ผู้ออกในการเรียกคืนตราสารหนี้ก่อนถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน ทำให้ผู้ลงทุนไม่สามารถคาดการณ์กระแสเงินสดที่จะได้รับได้อย่างแน่นอน เนื่องจากไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าว่าบริษัทผู้ออกตราสารหนี้จะเรียกคืนเมื่อใด นอกจากนี้ หากมีการเรียกคืนตราสารหนี้ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะเมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลงจนต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วที่ระบุไว้ จะทำให้ผู้ลงทุนมีความเสี่ยงจากการลงทุนต่อ เพราะหากนำเงินที่ได้รับคืนกลับมาไปลงทุนใหม่จะได้ผลตอบแทนน้อยกว่าเดิม
ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุนในตราสารหนี้ซึ่งจ่ายกระแสเงินสดเป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ลงทุนที่ถือครองตราสารหนี้ดังกล่าวไม่สามารถคาดการณ์กระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคตเป็นสกุลเงินตราท้องถิ่นได้อย่างแน่นอน เนื่องจากกระแสเงินสดดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากความนิยมหรือปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผู้ลงทุนไม่สามารถขายตราสารหนี้ต่อให้กับผู้ลงทุนรายอื่นๆ ก่อนครบกำหนดไถ่ถอนได้ในราคาที่ใกล้เคียงกับมูลค่าที่แท้จริง กล่าวง่ายๆ คือ ผู้ลงทุนไม่สามารถขายตราสารหนี้ในจังหวะเวลาและราคาที่เหมาะสมได้ หรือหากต้องการจะซื้อขายจริงๆ ก็ต้องมีการเพิ่มหรือลดราคาตราสารหนี้ เพื่อดึงดูดให้มีการตกลงซื้อขายเกิดขึ้น
ความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อหรืออำนาจซื้อ (Inflation Risk หรือ Purchasing power Risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากกระแสเงินสดที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้มีมูลค่าที่เปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ลงทุนมีอำนาจซื้อ (Purchasing Power) ลดลง หรืออัตราดอกเบี้ยที่ได้รับจริง (Real Interest Rate) ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่เป็น ตัวเงิน (Nominal Interest Rate)
ความเสี่ยงจากผลกระทบของเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิด (Event Risk) คือ ความเสี่ยงจากการเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน และส่งผลต่อความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและเงินต้นของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ เช่น ภัยธรรมชาติ การถูกครอบงำกิจการ เป็นต้น
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการลงทุนในตราสารหนี้ (Legal Risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านตลาดทุนมีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับการลงทุนในตราสารหนี้ เช่น การปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรืออัตราภาษีสำหรับผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนที่เปลี่ยนไป
ความเสี่ยงจากการลงทุนโดยขาดความรู้เกี่ยวกับตราสารหนี้ (Black - box Risk) คือ ความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการไม่ทราบถึงพฤติกรรมที่แท้จริงของราคาและอัตราผลตอบแทน ทำให้ผลตอบแทนที่จะได้รับจริงมีโอกาสผิดพลาดไปจากผลตอบแทนที่คาดไว้ ส่วนหนึ่งอาจเกิดขึ้นเนื่องมาจากการที่ผู้ลงทุนไม่สามารถคาดการณ์ข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ในการคำนวณได้อย่างแม่นยำ เช่น อัตราดอกเบี้ยในตลาดในอนาคต หรือภาวะเศรษฐกิจและตลาดการเงิน ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ลงทุนไม่สามารถคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงได้อย่างถูกต้อง

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนหวังว่าท่านผู้อ่านทุกท่านจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนสามารถป้องกันความเสี่ยงเหล่านั้นไม่ให้เกิดขึ้นหรือให้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยที่สุด

ที่มา : http://edu.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=735&Itemid=233&limit=1&limitstart=1

------------------------------------------------------------

คำถามท้ายเรื่อง

1.ตราสารหนี้ เป็นตราสารที่มีความเสี่ยงหรือไม่

2.ถ้าบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับต่ำ บริษัทต้องทำเช่นไรจึงจะดึงดูดผู้ลงทุนให้มาสนใจ

3.ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน คืออะไร

-------------------------------------------------------